Thursday, 17 October 2013

ความสุขในการทำงาน ...การทำงานอย่างมีความสุข

เก็บมาฝากจาก อจ. ประคัลภ์ ....

ที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีการทำวิจัยเรื่องขององค์กรที่พนักงานมีความสุขนั้น เขาทำกันอย่างไร องค์กรเหล่านี้ได้เก็บข้อมูลว่าพนักงานที่ทำงานอย่างมีความสุขนั้นเป็นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขในองค์กร ซึ่งผลก็สามารถสรุปเป็นกฎเกณฑ์ 5 ข้อดังต่อไปนี้
  • พนักงานที่มีความสุขในการทำงาน จะไม่ทำงานอยู่ใน "ตำแหน่งเดิม" หรือ "บทบาทเดิม" นานเกินไป การโอนย้าย การหมุนเวียนงาน หรือแม้แต่การสร้างงานที่มีความท้าทายมากขึ้นนั้น จะทำให้พนักงานรู้สึกมีความพึงพอใจ และไม่เบื่อกับการทำงานแบบเดิมๆ ซึ่งเมื่อไหร่ที่พนักงานเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ความสุขในการทำงานก็จะลดลง ดังนั้นองค์กรที่อยากให้พนักงานรู้สึกมีความสุข ก็จะทำการสร้างความท้าทายในการทำงาน หมุนเวียนเปลี่ยนงานกันอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่พนักงานจะเบื่อและเริ่มไม่สนุกกับงาน จนทำให้ไม่มีความสุขในการทำงาน

  • ความรู้สึกถึงความสุข กับความรู้สึกถึงตนเองมี"ความหมายในการทำงาน" มันมีความสัมพันธ์ต่อกันในเชิงบวก กล่าวคือ คนที่มีความสุขในการทำงาน จะเป็นคนที่รู้สึกว่าตนเองมีความหมายต่อองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำงานอยู่ด้วย ดังนั้นองค์กรที่รู้เคล็ดลับนี้ ก็จะส่งเสริมให้หัวหน้างานและผู้จัดการทำให้พนักงานของตนเองรู้สึกว่า งานที่ตนเองทำอยู่นั้น มีความหมายต่อความสำเร็จของหน่วยงาน และต่อองค์กร ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีการสื่อความให้เห็นถึงเป้าหมาย และทำให้พนักงานรับรู้ว่างานของเขานั้นมีส่วนที่จะทำให้งานบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร เขาเป็นส่วนสำคัญตรงไหน ซึ่งเพื่อพนักงานรับทราบความสำคัญตรงนี้แล้ว เขาจะรู้สึกว่าการทำงานทุกวันเป็นการทำงานที่มีความหมายมาก หัวหน้าให้ความสำคัญกับงานนี้ และสุดท้ายเขาก็จะทำงานอย่างมีความสุข

  • พนักงานจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อหัวหน้า"มีความจริงใจ" และ"ชื่นชมในผลงาน" พนักงานอย่าง"เป็นธรรมชาติ" ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ มีบางองค์กรพยายามจะสร้างนโยบายการชื่นชมผลงาน สร้างกฎระเบียบว่าหัวหน้าจะต้องทำหน้าที่ชื่นชมผลงานพนักงานด้วย เขียนออกมาเป็นระเบียบติดไว้เลย ซึ่งการทำเช่นนี้ ทำให้ความสุขของพนักงานลดลง เพราะพนักงานจะรู้สึกถึงความไม่จริงใจขององค์กร และผู้จัดการ และจะคิดไปว่า ที่ชมก็เพราะมีระเบียบกำหนดไว้ ไม่ได้ชมจากใจของหัวหน้าจริงๆ ดังนั้นถ้าองค์กรอยากให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน ก็ไม่ควรที่จะเขียนกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับความสุขของพนักงาน ควรจะส่งเสริมในแนวทางอื่นมากกว่า ทำให้มันเป็นธรรมชาติมากที่สุด และจริงใจมากที่สุด

  • องค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องของ"คนมาก่อนงาน" พนักงานจะมีความสุขก็เพราะองค์กรให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหารคน มาก่อน เรื่องของการทำงาน องค์กรเหล่านี้ มีการกำหนดนโยบายที่เน้นการทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้นในแง่มุมต่างๆ กำหนดแนวทางและวิธีการทำงานที่ยืดหยุ่น และให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นรายบุคคล ไม่ใช่มองพนักงานเป็นชุดๆ หรือเป็นกลุ่มๆ และปฏิบัติต่อพนักงานแบบเหมารวมเหมือนๆกันไปหมดทุกคน

  • เน้นความสำคัญของ"การใช้ชีวิตในการทำงาน" กับ"การใช้ชีวิตส่วนตัว" กล่าวคือไม่ใช่การสร้างความสมดุล แต่จะเป็นการเอาทั้งสองเรื่องมาผสานกันให้ออกมาลงตัวมากที่สุด และมองไปถึงความต้องการของพนักงานเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการบังคับว่าพนักงานต้องสร้างความสมดุลของทั้งสองเรื่องให้ได้ แต่จริงแล้ว ความสมดุลของชีวิตงานและชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น ถ้าองค์กรสามารถสร้างแนวทางที่จะส่งเสริมให้พนักงานสามารถทำงานและแบ่งเวลาในการทำงานตามความต้องการของตนเองได้ พนักงานก็จะอยู่ทำงานอย่างมีความสุขเช่นกัน


ที่กล่าวมาข้างต้นก็คือกฎเกณฑ์ 5 ประการที่องค์กรที่มีพนักงานที่มีความสุขนั้นทำกัน เพราะมีงานวิจัยออกมาค่อนข้างมากที่ยืนยันว่า ถ้าคนเราสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ชีวิตส่วนตัวก็จะมีความสุข และนอกจากนั้นความสุขนั้นก็จะส่งผลต่อผลงานของพนักงาน และเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะส่งต่อความสุขให้กับเพื่อนพนักงานด้วยกันเองอีก

สุดท้ายพนักงานทั้งองค์กรต่างก็ทำงานกันอย่างมีความสุข

อ้างอิงจากบทความเรื่อง Secrets Of America’s Happiest Companies โดย Lydia Dishman จาก fastcompany

Sunday, 6 October 2013

คำศัพท์ และความหมายของศัพท์เกี่ยวกับตลาด Forex

ฟอเร็กซ์ (Forex) คืออะไร

Forex (Foreign Exchange Market) หรือเรียกสั้นๆว่า FX เป็นตลาดในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่างๆ ซึ่ง Forex เป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อวันซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทั้งโลกมารวมกัน ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ตลอด 24 ชั่วโมงและหยุดการซื้อขายในวันเสาร์อาทิตย์ ตลาดใหญ่ๆของโลกจะมีอยู่ 3 แห่งก็คือ ตลาดโตเกียว ตลาดลอนดอน และตลาดนิวยอร์ค ซึ่งเวลาทำการเมื่อเทียบกับเวลาประเทศไทยก็จะเป็นดังนี้ (ถ้าอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ให้เพิ่มอีก 1 ชั่วโมง)

ตลาดออสเตรเลีย (AUD) เวลา 5:00 – 13:00
ตลาดญี่ปุ่น (JPY) เวลา 7:00 – 14:00
ตลาดยุโรป (EUR) เวลา 13:00 – 21:00
ตลาดสวิส (CHF) เวลา 13:00 – 21:00
ตลาดอังกฤษ (GBP) เวลา 14:00 – 22:00
ตลาดอเมริกา (USD) เวลา 19.00 - 3:00

สกุลเงิน
สกุลเงินหลักๆที่ทำการซื้อขายนั้นก็จะมีอยู่ 7 สกุลเงินด้วยกันก็คือ
1. ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD)
2. ยูโร (EUR)
3. ปอนด์ (GBP)
4. เยน (JPY)
5. ดอลลาร์แคนาดา (CAD)
6. สวิสฟรังค์ (CHF) และ
7. ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)

การซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex นั้นจะทำกันเป็นคู่ๆ (Currency Pair) ซึ่งคู่ของสกุลเงินหลักหรือที่เรียกว่า Major นั้น จะมีอยู่ 4 สกุลด้วยกันคือ GBP/USD, EUR/USD, USD/CHF, USD/JPY ซึ่งสกุลเงินที่อยู่ข้างหน้าจะเรียกว่า Base Currency และตัวหลังเรียกว่า Counter Currency เช่นคู่ GBP/USD ก็จะมี GBP เป็น Base Currency และ USD เป็น Counter Currency

ส่วนความหมายนั้นก็ให้จำง่ายๆว่าตัว Base Currency จะมีค่าเป็น 1 เสมอ
สมมติว่าราคาของคู่ GBP/USD เป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์

Pip
Pip คือจำนวนจุดที่น้อยที่สุดของคู่เงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่นราคาของคู่ GBP/USD จะมีทศนิยม 4 จุด เช่น 1.5000 เพราะฉะนั้น 1 pip ก็จะมีค่าเท่ากับ 0.0001 ส่วนราคาของคู่ที่มีสกุลเงินเยนอยู่จะมีทศนิยม 2 จุด เช่นราคาของคู่ USD/JPY เป็น 110.00 ดังนั้น 1 pip ของคู่นี้ก็จะมีค่าเท่ากับ 0.01

Lot
ขนาดของสัญญาที่จะทำการซื้อขายกันนั้นเรียกว่า lot ขนาดของสัญญาก็จะมี 3 ประเภทคือ
Standard lot = 1 standard lot จะเท่ากับ 10 mini lot
Mini lot = 1 mini lot จะเท่ากับ 10 Micro lot

และ  lot ถ้าจะเทียบเป็นดอลลาร์ก็จะได้คร่าวๆว่า

ที่ 1 standard lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $10
ที่ 1 mini lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
ที่ 1 micro lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $0.1

ถ้าเทียบกับบัญชีของ FXClearing ก็จะมีค่าดังนี้
บัญชีไมโคร ที่ 10 lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
บัญชีมินิ, ECN ที่ 0.1 lot ทุกๆ 1 pip (ทศนิยมจุดที่ 4) จะมีค่าเท่ากับ $1
บัญชีนาโน ที่ 100 lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1

Spread
Spread คือผลต่างของราคา Bid และ ราคา Ask หน่วยเป็นจำนวนจุด ซึ่งราคา Ask ก็คือราคาที่เราจะทำการซื้อและราคา Bid ก็คือราคาที่เราจะทำการขาย ซึ่งราคา Bid จะน้อยกว่าราคา Ask เสมอ ตัวอย่างเช่นคู่ EUR/USD มีราคา Bid เป็น 1.5540 ราคา Ask เป็น 1.5541 ดังนั้น Spread จะมีค่าเท่ากับ 1 จุด ซึ่ง Spread ก็เปรียบเสมือนกับค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ที่คิดกับเรานั่นเอง ยิ่งน้อยยิ่งดี

Margin
Margin เปรียบเสมือนกับค่ามัดจำที่เราต้องใช้ในการเปิด Order แต่ละครั้ง และก็จะเพิ่มกลับเข้าไปในบัญชีเหมือนเดิมเมื่อทำการปิดออเดอร์ ยิ่งใส่จำนวน Lot ในการเปิดออเดอร์มากเท่าไหร่ จำนวน Margin ที่ใช้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

Leverage
Leverage จะเป็นตัวกำหนด Margin ที่เราใช้ในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้ง Leverage โดยปกติจะมีให้เลือกตั้งแต่ 1:100 จนถึง 1:500 ยิ่ง Leverage มาก จำนวน Margin ที่ใช้ก็จะน้อยลง สำหรับจำนวน Margin ที่ต้องใช้ก็คิดง่ายๆก็คือที่ Leverage 1:500 ถ้าเราเทรดที่ 0.1 lot (1 pip เท่ากับ $1) จะใช้ Margin ประมาณ $20-$30 ถ้าเป็น Leverage 1:100 ก็จะใช้ Margin เท่ากับ $100 - $150 ($20*5 - $30*5) ซึ่งค่า Margin ที่ใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามราคาของสกุลเงิน สามารถคำนวณ Margin ที่ใช้ของคู่สกุลเงินต่างๆได้

Swap
Swap คือดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปเมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน (ช่วงตี 4 เวลาประเทศไทย) ค่า Swap ของแต่ละสกุลเงินสามารถเข้าไปดูได้ที่ MT 4 -> หน้าต่าง Market Watch -> คลิกขวา เลือก Symbols -> เลือกสกุลเงินที่ต้องการ -> กดปุ่ม Properties จะแสดงค่า Swap Long (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ซื้อ) และ Swap Short (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ขาย) มีหน่วยเป็น pip คืนวันเสาร์และอาทิตย์ไม่มีการคิดค่า Swap แต่จะไปทบในคืนวันพุธแทนซึ่งค่า Swap คืนวันพุธจะมีค่าเป็น 3 เท่าของค่า Swap ปกติ สำหรับ FXClearing ทุกบัญชีจะไม่คิดค่า Swap ยกเว้นบัญชี ECN ที่สามารถเลือกให้คิดหรือไม่คิดก็ได้

การวิเคราะห์
สำหรับการวิเคราะห์การเทรดก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็คือการวิเคราะห์ข่าวต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เว็บไซต์ http://www.forexfactory.com ก็จะมีการอัพเดทข่าวต่างๆที่เกี่ยวกับ Forex อยู่ตลอดเวลาซึ่งก็จะมีลำดับความสำคัญของข่าวด้วย ยิ่งเป็นข่าวที่มีความสำคัญมากก็จะมีผลกระทบกับราคาได้มาก

การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคก็จะเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบของกราฟเป็นหลัก โดยดูจากรูปแบบของกราฟว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร แนวรับแนวต้านอยู่ตรงไหน และมีการใช้อินดิเคเตอร์ต่างๆมาช่วยในการวิเคราะห์ด้วย เช่น Moving Average, Fibonacci, RSI ซึ่งอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่ใช้โดยทั่วไปก็จะมีให้เลือกใช้ในโปรแกรมเทรด

ตัวอย่างการซื้อขาย
สมมติที่คู่ GBP/USD มีราคาปัจจุบันเป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์ ถ้าเราคิดว่าในอนาคต 1 ปอนด์จะมีค่ามากกว่า 1.5 ดอลลาร์ ก็ให้เราทำการเปิดออเดอร์ซื้อ ถ้าในอนาคตราคาที่คู่นี้เป็น 1.5010 แล้วเราทำการปิดออเดอร์นี้ เราก็จะได้กำไรมา 10 จุด ถ้าเราใส่ Volume เป็น 0.1 lot ตอนเปิดออเดอร์ (แต่ละจุดเท่ากับ $1) กำไร 10 จุดก็จะเท่ากับ $10 แต่ถ้าราคาตกลงมาเป็น 1.4990 เราก็จะขาดทุน $10

ตรงกันข้าม ถ้าเราคิดว่าในอนาคต 1 ปอนด์จะมีค่าน้อยกว่า 1.5 ดอลลาร์ ก็ให้เราทำการเปิดออเดอร์ขาย (สามารถเปิดออเดอร์ขายได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเปิดออเดอร์ซื้อก่อน) ถ้าในอนาคตราคาที่คู่นี้เป็น 1.4990 แล้วเราทำการปิดออเดอร์นี้ เราก็จะได้กำไรมา 10 จุด ถ้าเราใส่ Volume เป็น 0.1 lot ตอนเปิดออเดอร์ (แต่ละจุดเท่ากับ $1) กำไร 10 จุดก็จะเท่ากับ $10 แต่ถ้าราคาขึ้นมาเป็น 1.5010 เราก็จะขาดทุน $10

MetaTrader 4 (MT4)
MT4 เป็นโปรแกรมใช้สำหรับการเทรดซึ่งโบรกเกอร์โดยส่วนใหญ่ก็จะรองรับ MT4 รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.metaquotes.net/en/metatrader4/trading_terminal
สำหรับคู่มือการใช้งานภาษาไทย 

Expert Advisor (EA)
เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาใน MetaEditor (เปิดได้โดยกด F4 ที่ MT4) ที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ MT4 ทำการซื้อขายตามเงื่อนไขที่เราเขียนไว้ในโปรแกรมให้อัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลา

Scalping คืออะไร
เข้าไปอ่านบทความได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=229249743757310

Hedge คืออะไร
การเทรดแบบ Hedge คือการเปิดออเดอร์ทั้งซื้อและขายที่สกุลเงินเดียวกันเวลาเดียวกัน

Requote คืออะไร
เข้าไปอ่านบทความได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=220162991332652

Introducing Broker (IB) คืออะไร
IB คือ ตัวแทนของ FXClearing ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำการลงทุน Forex ให้กับผู้ที่สนใจลงทุน และมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่างๆรวมถึงคอยช่วยเหลือนักลงทุนเพื่อให้ได้รับบริการที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดย IB ก็จะได้รับรายได้ค่าคอมมิชชั่นจาก FXClearing เมื่อผู้ที่ IB แนะนำมีการเทรด ซึ่งท่านสามารถสมัครเป็น IB ได้ที่ http://tha.fxclearing.com/become-ib และยังสามารถโฆษณาโปรโมชั่นจากหน้า Facebook FXClearing Thailand นี้ได้ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_203351739677351

การเทรดผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต
สามารถเทรดผ่านโทรศัพท์ iPhone, Android หรือ Blackberry ได้ฟรี รายละเอียดเข้าไปดูได้ที่ http://tha.fxclearing.com/mobile-trading

VPS คืออะไร
VPS คือ เครื่อง Server ที่เราสามารถเอาไว้ใช้เทรดหรือรัน EA โดยที่ไม่ต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งก็จะเป็นการป้องกันการไฟดับหรืออินเตอร์เนตหลุดในกรณีที่เราเทรดหรือรัน EA ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเอง นอกจากนี้ยังช่วยในการเทรดผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตต่างๆด้วย ซึ่งทาง FXClearing ก็มีบริการใช้ VPS ฟรี สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://tha.fxclearing.com/vps-server

เลือกบัญชี FXClearing ประเภทไหนดี
FXClearing มีบัญชีหลายประเภทให้เลือก แต่ละบัญชีก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน สามารถเข้าไปอ่านบทความสรุปของแต่ละบัญชีได้ที่
https://www.facebook.com/note.php?note_id=273301632685454

การเปิดบัญชีกับ FXClearing
เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_160430850678443

การฝาก/ถอนเงินใน FXClearing
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_201742856511228

Wednesday, 2 October 2013

ตลาด Forex คืออะไร ?


Forex – ย่อมาจาก Foreign Exchange (การแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศ)

ตลาด Forex เริ่มเปิดทำการตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) เป็นตลาดการซื้อขายและเก็งกำไรค่าเงินที่ใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการซื้อขายสกุลเงินต่างๆรวมกันถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีปริมาณการซื้อขายประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน)

ปัจจุบันตลาด Forex เปิดให้สถาบันการเงินหรือหน่วยงานต่างๆรวมทั้งนักลงทุนทั่วโลกทั้งรายใหญ่และรายย่อยเข้ามาซื้อขายได้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เนต

การซื้อขายในตลาด Forex เป็นการซื้อขายสกุลเงินต่างๆ โดยเป็นการซื้อเงินสกุลหนึ่งในขณะเดียวกันก็ขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไป หรือเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยนซื้อขายค่าสกุลเงินนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น 
ซื้อขายคู่เงินระหว่าง ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ (EUR/USD) หรือ คู่เงินดอลลาร์สหรัฐ/เยนญี่ปุ่น (USD/JPY)

ตัวอย่างเพิ่มเติมคือ สกุลเงินดังนี้ และยังมี ทอง เงิน และ น้ำมันอีกด้วย
EURUSD 
USDJPY 
GBPUSD 
USDCHF 
AUDUSD 
USDCAD 
Gold 
Silver 
Crude Oil 

เป็นต้น 

Forex คืออะไร

ถ้าคุณเคยเดินทางไปต่างประเทศ คุณจะต้องเคยเห็นบูธสำหรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินตามสนามบินหรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และคุณจะต้องเคยนำเงินในกระเป๋าของคุณเข้าไปแลกเปลี่ยนให้เป็นเงินสกุลของประเทศที่คุณเดินทางไป เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายซื้อของในประเทศนั้นๆ

การทำอย่างนี้ก็คือคุณได้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาด Forex แล้ว คือคุณมีการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เช่นคุณขายเงินของคุณซึ่งเป็นสกุลเงินบาทและซื้อเงินสกุลดอลลาร์มาเก็บไว้ใช้จ่าย

และสมมติตอนคุณกำลังจะเดินทางกลับประเทศ คุณได้เข้าไปที่บูธแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อจะนำเงินดอลลาร์ที่เหลือจากการใช้จ่ายมาแลกเปลี่ยนคืนให้เป็นสกุลเงินบาท คุณพบว่าสกุลงินดอลลาร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณสามารถทำกำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินคืนได้

ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Exchange) หรือปกติเราเรียกว่า “Forex” หรือ “FX” เป็นตลาดการเงินการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ตลาด Forex จะมีขนาดใหญ่กว่ามากอย่างเทียบกันไม่ได้ คือมีมูลค่าการซื้อขายถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน

เรามาลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมติเราเปรียบตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก New York Stock Exchange (NYSE) ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขาย 22,400 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นสัตว์ประหลาดด้านล่างนี้


ทุกๆวันคุณอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์เกี่ยวกับการเงินการลงทุนต่างๆ ทำให้คุณอาจจะรู้สึกว่าตลาดหุ้นนั้นเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก

แต่ถ้าคุณนำตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาเปรียบเทียบกับตลาด Forex ก็จะมีลักษณะเช่นนี้


จะเห็นได้ว่าตลาด Forex มีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดถึง 200 เท่า และในปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์ มีมูลค่าการซื้อขายที่เกิดจากนักลงทุนรายย่อยหรือนักลงทุนอิสระ(นักลงทุนอย่างพวกเรา)ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์!

ตอนนี้คุณก็คงรู้จักตลาด Forex แล้ว และรู้ด้วยว่ามันเป็นตลาดการเงินการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ต่อไปเรามาศึกษากันต่อว่า อะไรบ้างที่เราทำการซื้อขายกันในตลาด Forex ในตอนต่อไป...

$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$

ที่มา : High Risk Warning: การลงทุนและการเก็งกำไร มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนและผู้เก็งกำไรควรเรียนรู้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงิน ก่อนการตัดสินใจในการลงทุนหรือการเก็งกำไรใดๆ 

แนะนำ เว็บไซต์ ZuluThai เปรียบเสมือนโรงเรียนสอนการลงทุนคือ "มีหน้าที่ให้ความรู้และคำแนะนำที่มีประโยชน์แก่ผู้สนใจเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำในการซื้อหรือขายหน่วยลงทุนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ" และ "ไม่ได้มีหน้าที่ขายหน่วยลงทุนหรือเป็นตัวแทนในการชักชวนให้มาระดมทุน" ในประเทศไทย 

ผลงานในอดีตไม่ได้เป็นการการันตีผลงานในอนาคต ผลงานการทำกำไรหรือขาดทุนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจากความรู้และประสบการณ์ส่วนบุคคล การนำเสนอข้อมูลของเว็บไซต์ ZuluThai อยู่บนสมมุติฐานและหลักการที่ถูกกำหนดขึ้นโดย ZuluThai เท่านั้น ผู้ลงทุนควรประเมินความเสี่ยงของการลงทุนในระดับที่ผู้ลงทุนยอมรับได้เท่านั้น 



Friday, 20 September 2013

มาตรการ QE คือ อะไร ?

มาตรการ QE คืออะไร (Quantitative Easing)

QE มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน ย่อมาจากคำว่า Quantitative Easing เป็นนโยบายด้านการเงินที่ไม่เป็นแบบแผน ที่ดำเนินการโดยธนาคารกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์ในกรณีที่นโยบายทางการเงินที่เป็นแบบแผนตามปกตินั้นเริ่มไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจได้ โดยการเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ฯลฯ จากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของเอกชนทั้งในและนอกประเทศ มาตรการ QE เป็นที่รู้จักว่าเป็นการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเติม (Printing Money) ซึ่งก็คือเม็ดเงินใหม่ๆ ที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนั่นเอง สามารถใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงสถาบันการเงินสามารถดำเนินการปล่อยสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้นอีกด้วย QE ถ้าจะพูดแบบชาวบ้านก็คือการเพิ่มเพดานหนี้นั่นเอง

คราวที่แล้วธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ (Bank of Japan) จัดหนักประกาศมาตรการ QE ล่าสุดได้ประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ (ระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม 2556) ว่า GDP เติบโตถึง 3.5% นับว่าประสบความสำเร็จมากสำหรับญี่ปุ่น เพราะเศรษฐกิจแย่มานาน ว่ากันว่าผลการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ได้มาจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีซินโซ อาเบะ ที่ให้มีการพิมพ์ธนบัตรออกมาครึ่งหนึ่งของ GDP ของประเทศ ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงกว่า 20% ล่าสุดรัฐบาลต้องการให้ BOJ ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา เพราะขณะนี้ภาคส่งออกและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นชะลอตัวลง
Bernanke
Mr.Bernanke
จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แถลงต่อคณะกรรมการธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรส เมื่อ 22 พฤษภาคม 2556 ได้ส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะมีการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสรุปได้ว่า
1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดกำลังช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวขึ้น แต่จะชะลอมาตรการก็ต่อเมื่อเฟดได้เห็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงหนุนมากกว่านี้
2. เฟดอาจตัดสินใจปรับลดวงเงินในมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอัตรา 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะรักษาแรงผลักดันได้ต่อไป
3. เฟดได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดประจำวันที่ 30 เมษายน 2556 – 1 พฤษภาคม 2556 ระบุว่า “ผู้เข้าร่วมการประชุมหลายคนระบุว่า ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในตลาดแรงงาน,ความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นต่อแนวโน้มในอนาคตหรือความเสี่ยงในช่วงขาลงที่เบาบางลงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนที่เฟดจะชะลออัตราการเข้าซื้อตราสารหนี้” แสดงให้เห็นว่าเฟดยังคงตั้งเงื่อนไขไว้สูงในการชะลอมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ

มาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ
QE1 ปี 2552-2555 เกิดการล่มสลายของระบบการเงินในยุโรป ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาได้ครอบครองพันธบัตรคงคลังระหว่าง 700-800 พันล้านเหรียญ ก่อนเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ช่วงปลายปี 2551 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มเข้าซื้อตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง มูลค่ารวม 600 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ปี 2552 ระดับหนี้ตราสารทางการเงินและพันธบัตรคงคลังเพิ่มขึ้น 1.75 ล้านล้านเหรียญ เดือนมิถุนายน 2553 เพิ่มเป็น 2.1 ล้านล้านเหรียญ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางแห่งเอเชียได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เข้าไปดูแลและแทรกแซงค่าเงิน
QE2 เดือนพฤศจิกายน 2553 ธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้าซื้อพันธบัตรคงคลังมูลค่า 600 พันล้านเหรียญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
QE3 เดือนกันยายน 2555 วางแผนเข้าซื้อตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง(Mortgage-backed securities : MBS) มูลค่า 40 พันล้านเหรียญต่อเดือน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน Federal Open Market Committee (FOMC) ได้ประกาศที่จะคงระดับอัตราดอกเบี้ยได้ที่ระดับใกล้ศูนย์ต่อไปจนถึงปี 2558
QE4 13 ธันวาคม 2555 เพิ่มวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังเพิ่มเติมอีก 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน จากเดิมใน QE3 เป็นการเข้าซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในตลาดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ในวงเงิน 40,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน ส่งผลให้ “เฟด” ปล่อยเงินเข้าระบบต่อเดือนเพิ่มจากเดิมรวมเป็น 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เหตุผลคือต้องการขยายผลการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องนอกจากนโยบายการเงินและเสถียรภาพด้านราคา “เฟด” ถูกกำหนดไว้ให้ดูแลการจ้างงานของประเทศด้วย เนื่องจากประเทศมีการจ้างงานต่ำมาก “เฟด” จึงออกมาตรการเพิ่มการจ้างงาน เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย
เมื่อมีการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เงินเหล่านั้นทะลักเข้าไปลงทุนเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันและอาหาร ทำให้สินค้าปรับตัวขึ้น กำลังซื้อของประชาชนลดลง อาจมีการไหลเข้าของเงินทุนของต่างชาติอย่างมหาศาล จะส่งผลต่อค่าเงินของประเทศที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้มีการเก็งกำไรค่าเงินที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน การส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ช่วงนี้เราจึงได้เห็นข่าวผู้ที่มีส่วนรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ อย่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงค์ชาติ) เฝ้ามองและเตรียมออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน เพราะถ้าหาก GDP ของประเทศไทยเราซึ่งส่วนใหญ่มาจากการส่งออก (Export) ซึ่งมีทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตร เงินบาทแข็ง 1 บาท GDP จะหายไปประมาณ 0.7% ส่วนจะมีมาตรการอะไรออกมาบ้างนั้นก็ต้องเฝ้าดูกันต่อไป ปรับตัวกันไปตามอัตถภาพ
- See more at: http://www.isstep.com/quantitative-easing-qe/#sthash.FegsW4pn.dpuf

By isstep – Posted on May 24, 2013
Posted in: การเงิน การออม การลงทุน


Thursday, 19 September 2013

Why Amerians can't understand Japanese culture even they have lived in Japan for few years?

By : Oshima 

I am Japanese.
There are many American English teacher in Japan.
Japanese treat them good because of Japanese culture.

Most Japanese is even kind and polite and smiling to foreigner because school teacher teach them cooperativeness more than independence since they are young.but most of their kindness is only surface.Most kindness is only surface and they say bad words behind them, like " they can't get job in USA and they come to Japan.Only they can do is speaking their native language".

It is only culture.

When I met American,I say to him "oh you are very kind and handsome." like this.And every time I smile to them.It is like greeting.I also say " I am sorry because my English is not good".it is also culture.Of course I don't think" I am sorry" because my mother language is Japanese.but It is culture! I have to say "sorry" many times. but most Americans misunderstand me.

Japanese smile is like habit.It is part of culture.Even I was angry,I didn't show and smile to them.Japanese understand they are angry or not even they are smiling,not like Americans.

American guide books which explain Japanese culture don't teach like this Japanese culture?
I am tired of foreigner,they are very optimistic.why they can't understand Japanese mind and they think Japanese is kind? I think guidebooks should teach about this.

Japanese say to foreigner " you are really good person" and After they go home in good mood,they say
American acts like movie star,looks funny!
American woman looks like man,they don't have hesitate.never shy.
American think they can get Japanese girlfriend who learn English easy because they speak English.funny

like this.

Why most Filipino and Indian people can understand Japanese thinking, 
but American can't? 
I think they have completely different culture.


Wednesday, 18 September 2013

The 9 Most Annoying Things To Say To A Single Person


by Chiara Atik on October 13, 2011

The good thing about being single is that people are usually pretty willing to talk about your romantic life, because, let’s face it, it’s probably more entertaining than that of your seriously coupled-up friends.

The bad news? Sometimes, people will want to talk about your love life regardless of whether or not you’re in the mood to talk about it. And they will have opinions. And questions. And if you’re single for long enough, a lot of these are gonna start sounding the same…

1. “Are you seeing someone? Why not?”
Amazingly, I get this question at least once a week. At least once a week! It’s fun to turn the question around to the asker. “Why are you in a relationship?” “Because I’m in love!” “Right, well, I’m not.” End of discussion!

2. “Have you tried online dating?”
Online dating? What is this new fangled thing you speak of?
(Of course we’re online dating!)

3. “It’ll happen when you least expect it.”
The problem is, if you’re single and actively looking, then you’re always kind of expecting it.

4. “Oh my god, can I wing for you? I am such a good wingman.”
If you’re single for long enough, you become sort of a toy, a pet project for your coupled up friends. They like to parade you out to bars and insist on winging for you, which is really just a way for them to vicariously experience the “thrill” of picking someone up at a bar. The problem is that for them, it’s all about the hunt, and not at all about finding someone with whom you would actually be compatible in the long term (or even just in daylight). This means they start indiscriminately flirting with anyone in sight, ignoring the fact that you’re wildly gesticulating for them to stop, drawing your finger across your throat and making gagging noises. The end result is usually a huffy ride home (“But I set it up perfectly for you! He was so into you! He was not that bad!”) followed by the inevitable conclusion that you are single because you’re picky and obviously impervious to even the most nuanced and skillful winging.

[How To Be A Wing Woman For Other Women]
[My Nights Out With A Professional Wingman and Wingwoman]

5. “You need to put yourself out there more!”
Out where, exactly? [Whenever some helpful soul suggests this to me, I immediately picture myself in the middle of some crowded piazza, waving my arms around, saying "yooo-hoooo!"]

6. “Why don’t you join a group?”
It’s a common misconception for people to think you’re single because you just don’t have enough hobbies.

7. “You just need to ______.”
Flirt. Make eye-contact. Go out. Wear brighter colors. Tone it down. Talk more. Talk less. Dress sluttier. Act more grown up. Meet more people. Shave your beard. Stop talking about comic books. Stop talking about your cat. Be less self-deprecating. Be less intimidating. Let them see how awesome you are. Drink more. Don’t get so drunk. Make the move. Don’t shy away. Don’t be so forward. Don’t seem so desperate. Stand up straighter. Cut your hair. Grow out your hair. Be less picky. Be more discerning. Figure out exactly what you want. Make your profile funnier. Make your profile less goofy. Change your profile picture. Smile more. Go to bookstores. Go to coffee shops. Stop bringing up your ex. Stop talking to your ex. Stop thinking about your ex. Stop looking so hard. Stop trying so hard. Put a little more effort into it. Stop being so passive. Stop waiting for it to just happen. Be more confident. Go to grad school. Lower your expectations. Just have fun and date more. Get the rest of your life in order. Move to a smaller city. Move to a bigger city. Move to a different country. Stop putting so much pressure on yourself. Start making this a priority.

For some reason, people will be alarmingly frank about what they think is wrong with you as long as they say it within the context of dating.

8. “It’s better to be single than to be in the wrong relationship.”
Well, yesssssssss…but it’s best to be in the right relationship, no?

9. “Wow, I am so glad I never have to be single again.” 
Yes. Fabulous. I am so happy for your good fortune.

I will find a full book to read ...for more date report ....lol

Sunday, 8 September 2013

Did You Know this beautiful Information about Japan?

1 - Did you know that Japanese children clean their schools every day for a quarter of an hour with teachers, which led to the emergence of a Japanese generation who is modest and keen on cleanliness.

2 - Did you know that any Japanese citizen who has a dog must carry bag and special bags to pick up dog droppings. Hygiene and their eagerness to address cleanliness is part of Japanese ethics.


3 - Did you know that hygiene worker in Japan is called "health engineer" and can command salary of USD 5000 to 8000 per month, and a cleaner is subjected to written and oral tests!!


4 - Did you know that Japan does not have any natural resources, and they are exposed to hundreds of earthquakes a year but do not prevent her from becoming the second largest economy in the world? -


5 - Did you know that Hiroshima returned to what it was economically vibrant before the fall of the atomic bomb in just ten years?


6 - Did you know that Japan prevents the use of mobile in trains, restaurants and indoor


7 - Did you know that in Japan students from the first to sixth primary year must learn ethics in dealing with people -


8 - Did you know that the Japanese even though one of the richest people in the world but they do not have servants. The parents are responsible for the house and children -


9 - Did you know that there is no examination from the first to the third primary level; because the goal of education is to instill concepts and character building, not just examination and indoctrination. -


10 - Did you know that if you go to a buffet restaurant in Japan you will notice people only eat as much as they need without any waste. No wasteful food.


11 - Did you know that the rate of delayed trains in Japan is about 7 seconds per year!! They appreciate the value of time, very punctual to minutes and seconds


12 -. Did you know that children in schools brush their teeth (sterile) and clean their teeth after a meal at school; They maintain their health from an early age -


13 - Did you know that students take half an hour to finish their meals to ensure right digestion When asked about this concern, they said: These students are the future of Japan

Credit to 

Newkia บริษัทใหม่ ที่เกิดจากพนักงานฯ ที่ยังเชื่อว่า Nokia มี know-how ในด้านโทรศัพท์มือถือที่ดีที่สุด

หลังจากที่ Microsoft ประกาศซื้อ Nokia ไปเมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ก็มีบริษัทหนึ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ชื่อ Newkia ก่อตั้งโดยอดีตพนักงานของโนเกียเอง เพื่อรวบรวมเหล่าพนักงาน Nokia ที่คิดอยากทำ Android มาร่วมพัฒนามือถือที่หลายๆคนใฝ่ฝันอยากจะให้มันเกิดขึ้นบนโลกนี้ขึ้นมาให้ได้ โดยนาย Thomas Zilliacus ผู่ก่อตั้งกล่าวว่า
Quote:
Newkia เกิดขึ้นมาในวันที่ Nokia ได้ขายธุรกิจมือถือให้กับ Microsoft ซึ่งมันเป็นเป็นวันที่โนเกียได้ตายลงใน Finland และได้เกิดเป็นใหม่ขึ้นมาในนาม Newkia ผมรู้จักพนักงานหลายคนที่อยากทำ Android และน่าจะอยากที่จะเข้าร่วมกับเรา และผมเชื่อว่า Nokia ยังคงมี know-how ในด้านโทรศัพท์มือถือที่ดีที่สุด และเราต้องการคนเหล่านี้มาร่วมทำให้มันเป็นจริง
ล่าสุดทาง Newkia รวบรวมพนักงานเก่าของ Nokia ได้ส่วนนึงแล้ว และตั้งเป้าที่จะออกรุ่นแรกมาให้ได้ภายในหนึ่งปีนับจากนี้ โฟกัสตลาดในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก แต่เชื่อว่าหนทางของ Newkia ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลายแน่นอน ทั้งเหล่าผู้ผลิตในตลาด Android ขณะนี้ก็แทบจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว หรือแม้แต่ Microsoft เองก็คงไม่แฮปปี้เท่าไหร่ รวมถึงข้อบทกฎหมายอีกมากมายในการทำมือถือสักตัว ยังไงก็คงต้องมารอดูกันว่า Newkia จะออกมือถือรุ่นแรกในหนึ่งปีได้สำเร็จหรือเปล่า และเหล่าสาวก Nokia ที่หวังจะได้เห็น Android ในรูปลักษณ์และคุณภาพของ Lumia จะเกิดขึ้นหรือไม่ มาติดตามไปร่วมกับ droidsans ได้จ้า Laughing out loud
คิดยังไงกันบ้างเอ่ยกับข่าวนี้ มาบอกเรากันหน่อยที่คอมเม้นท์ข้างล่างเลยครับ ▼ 
ที่มา Android PoliceZDnet
นาย Thomas Zilliacus 
เป็นอดีตพนักงานของ Nokia ที่ทำงานมายาวนานกว่า 15 ปี และตำแหน่งท้ายสุดก่อนลาออกก็เป็นถึง CEO ของบริษัทในภูมิภาค Asia-Pacific หลังจากนั้นก็ยังถึงเป็นที่ปรึกษาของบริษัทต่ออีกกว่า 3 ปี ปัจจุบันเปิดบริษัทด้านการลงทุนในตลาดการสื่อสารอยู่ในนามบริษัท Mobile FutureWorks และเคยพยายามระดมทุนเพื่อซื้อบริษัทมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอจนสุดท้ายก็มาถูก Microsoft ซื้อไปนั่นเอง
เฮียเค้าได้วิจารณ์ดีล Microsoft-Nokia และ Elop ระดับนึงด้วย ถ้าสนใจไปติดตาม ค้นหาต้นทางของข่าวเลยครับ Smile

Tuesday, 3 September 2013

การเป็นผู้รู้จักการวิเคราะห์หาเหตุและผล (Analytical Mind)

  • มองทุกสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า(Appearance)อย่างลึกซึ้ง คิดถึงที่ไป ที่มา ไม่ใช่แค่ที่เห็น

  • มองทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลึกถึงเหตุปัจจัย (Cause) และสามารถคาดคะเนผลที่เกิดามมา (Consequence) ในปัจจุบัน และในอนาคตได้

  • เป็นผู้ที่ตั้งคำถามตลอดเวลา "ใคร(Who)? ทำอะไร(What)? ที่ไหน(Where)? เมื่อไร(When)?ทำไม(Why) อย่างไร(HOW)? " (5-W 1H)

  • เข้าใจถึง หลักการ "อริยสัจ" ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี

  • เป็นผู้ที่ช่างสังเกต ให้ความสนใจในรายละเอียด เพื่อเก็บมาเป็นข้อมูล

  • มองพฤติกรรมบุคคล (Person) 
  • เหตุการณ์ (Event) 
  • สามารถโยงถึง หลักการ (Principle) ได้ และ 
  • ใช้หลักการ (Principle) 

  • สร้างวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา และป้องกันได้ปัญหา เพื่อให้เกิดเหตุการณ์ (Event) ที่ต้องการ และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล (Person) ให้อยู่ภายไต้การควบคุม

การเป็นผู้เรียนรู้ตลอดกาล (Life Long Learning)

1) มีความรู้สึกว่าตนไม่รู้อะไรอีกมาก และตระหนักถึงความเป็นผู้ใฝ่รู้ตลอดเวลา

2) เข้าใจดีกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้สิ่งที่เคยรู้เมื่อวันวานอาจไม่ใช่ในวันนี้อีกต่อไป

3) มองเห็น สิ่งของ ผู้คน เหตุการณ์ เป็นสื่อสอนตนได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดี หรือสิ่งเลว และสามารถเลือกเก็บมาจดจำ และหยิบออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม

4) ใฝ่ค้นหา ติดตาม ความรู้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับวิชาชีพ และการดำรงชีวิต

5) มุ่งเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและจริงจังให้เป็นผู้รู้และเข้าใจในแต่ละเรื่องอย่างแท้จริง

6) สามารถนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา และเหมาะสม

7) การเรียนรู้มี 2 อย่าง เรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้และเรียนรู้สิ่งที่เรารู้ให้รู้มากขึ้น

8) นักปราชญ์บอกไว้ว่า ความรู้ที่แท้จริง คือการ "รู้ว่าเรารู้อะไร" และ "รู้ว่าเราไม่รู้อะไร" เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้น ให้ค้นหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ

9) กระบวนการเรียนรู้ของบุคคล เริ่มจาก ความปรารถนาของตน (Personal Vision) ถูกตั้งไว้ และกำหนดเป็นเป้าหมายในขั้นตอนของชีวิต เรียนรู้รูปแบบ ความคิดแห่งตนและผู้อื่น (Mental Model) อย่างเข้าใจให้ความสำคัญกับ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน (Shared vision) อย่างเปิดใจกว้าง และรับฟังร่วมแรงร่วมใจทำงานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกัน (Team Learning)รู้จักการคิดเชิงระบบ (System thinking) มีทักษะการวิเคราะห์ มองเหตุผล และมองเห็น คาดการณ์ ผลลัพธ์ในอนาคตได้ และสามารถสังเคราะห์กระบวนการที่สามารถนำไป สู่ความสำเร็จที่ต้องการ ได้

10) ความรู้ดังกล่าวของบุคคลในกลุ่มที่อยู่ร่วมกัน สามารถ นำไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) และสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) ได้ในที่สุด อันเป็น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมโลกยุคใหม่ (New Society) ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง รวดเร็ว และไม่สิ้นสุด

Monday, 2 September 2013

Apple อาจยุติผลิต Iphone 5S

ในขณะที่ข่าวคราว iPhone 5S กับ iPhone low cost หรือ iPhone Lite ยังตลบอบอวลไปด้วยเรื่องที่ลือทั้งนั้น ระหว่างนี้เองผู้ใช้หรือที่กำลังจะสนใจเปลี่ยนมาเป็น iPhone 5 อาจจะต้องสะดุ้งเล็กน้อย เพราะ Apple อาจตัดสินใจหยุดการผลิต iPhone 5

 รายงานจาก ETNews ระบุว่า Apple อาจยุติการผลิต iPhone 5 หลังเปิดตัว iPhone 5S และ iPhone Lite ไปแล้ว สาเหตุเชื่อว่าน่าจะมาจากกระบวนการผลิตหน้าจอทัชสกรีนที่เรียกว่า In-Cell Display Technology บน iPhone 5 ที่มีความยุ่งยาก เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย และเป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างไปจากการผลิต iPhone 4S แถมมันจะไม่คุ้มค่ากับการผลิตในปริมาณที่น้อยลง สอดคล้องกับการมาของ iPhone Lite ที่ลือกันว่าลอกดีไซน์มาจาก iPhone 5 แต่จะเปลี่ยนฝาหลังจากอลูมิเนียมมาเป็นพลาสติกแทน และหนาขึ้นเล็กน้อย ทำให้ Apple อาจมองว่าหนึ่งในวิธีผลักดัน iPhone รุ่นประหยัดจึงน่าจะเป็นการยุติการผลิต iPhone 5 ไปเสียเลย

อีกประเด็นสำคัญคือการมาของ iPhone 5S ซึ่ง Apple เชื่อว่าจะสามารถเป็น Ipone ระดับ High End ที่เข้ามาสร้างยอดขายแซงหน้า iPhone 5 ได้อย่างแน่นอน จากปัจจุบันที่ iPhone 5 เป็นผลิตภัณฑ์พกพาของ Apple ที่ขายดีที่สุด ตามมาด้วย iPhone 4S

นอกจาก iPhone 5 มีอาจจะยุติการผลิตแล้ว ข่าวก่อนหน้านี้ยังมีการพูดถึง iPhone 4/4S ด้วยว่าจะยกเลิกการผลิตเช่นกัน อันเนื่องมาจากความต้องการของ Apple ที่ต้องการสร้างมาตรฐานของอุปกรณ์เสริมให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมดด้วย



ที่มา  Sanook / 2 September 2013

Thursday, 29 August 2013

August 2013 - Most Popular Mobile Phone Vote Results


Most Popular Mobile Phone 
No 1 - 2 

No 3 - 4 -5


ผลออกมาตรงใจท่านมั้ยครับ ?


Sunday, 25 August 2013

WeChat เปิดตัวในตลาดต่างประเทศได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในตลาดเอเชีย



WeChat ผู้นำนวัตกรรมการสื่อสารด้วยโซเชียลแอพพลิเคชั่นผ่านอุปกรณ์มือถือ ประกาศก้าวย่างที่สำคัญที่ก้าวเข้าสู่บัญชีผู้ใช้งานถึง 100 ล้านคนในตลาดต่างประเทศนอกประเทศจีน ตอกย้ำความนิยมในตลาดทั่วโลก ด้วยปัจจัยหลักหลายประการ ทั้งการอัพเดทเวอร์ชั่น 5.0 และแคมเปญโฆษณาระดับโลกกับลิโอเนล เมสซี่ ที่กระตุ้นความสนใจจากตลาดผู้ใช้งานทั่วโลก

บัญชีผู้ใช้งาน WeChat เติบโตขึ้นถึงสองเท่าใน 3 เดือนที่ผ่านมานี้ โดยก้าวเข้าสู่ 100 ล้านบัญชีผู้ใช้งานในระยะเวลาอันสั้นหลังจากมีผลสำรวจตลาด* พบว่า WeChat ติดอันดับหนึ่งใน 5 ของแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดทั่วโลก

ตั้งแต่การเปิดตัวในตลาดต่างประเทศ WeChat ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในตลาดเอเชีย และขึ้นตำแหน่งโซเชียลแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์มือถือที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในประเทศฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนทุกระบบปฏิบัติการ ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานก็ยังเติบโตต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับตลาดเหล่านี้ WeChat ยังได้รับความนิยมทั่วโลกและติดอันดับโซเชียลแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์มือถือที่มียอดดาวน์โหลดสูงที่สุดบนแอพสโตร์ในประเทศไทย อาร์เจนติน่า บราซิล อิตาลี เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ สเปน แอฟริกาใต้ และตุรกี ในเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา

“เราต้องขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่งกับผู้ที่ชื่นชอบเรา ที่ทำให้เราก้าวเข้าสู่ก้าวย่างที่สำคัญด้วยบัญชีผู้ใช้งาน 100 ล้านคนอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น เราสัญญาที่จะพัฒนานวัตกรรมให้ผู้ใช้งานปัจจุบันและในอนาคตอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นตอนที่เราเปิดตัว “Hold-to-Talk” การส่งข้อความด้วยเสียงเป็นรายแรกในโซเชียลแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์มือถือในปี 2554 เราจะพัฒนาและสร้างเสริมประสบการณ์การใช้งานให้กับผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าผู้ใช้งานต้องการที่จะส่งข้อความ แบ่งปันประสบการณ์อันน่าจดจำ หรือการส่งเสียงแบบ real-time และการสนทนาแบบวิดีโอ WeChat รองรับการให้บริการทั้งหมดนี้ได้แบบไม่มีค่าใช้จ่ายและปลอดภัย” คุณพอชู เหยิง รองประธานกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท เทนเซ็นต์ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น WeChat กล่าว

WeChat ได้รับการยอมรับจากศิลปินมากมาย นักกีฬาชื่อดัง ผู้มีชื่อเสียงและคนสำคัญเพื่อสร้างเสริมการติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ครอบครัวและผู้ที่ชื่นชอบเขาเหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น สินค้าและบริการชั้นนำ เช่น เครื่องดื่มตราช้าง, เมเจอร์ ซินีเพล็กซ์, True Vision, เทสโก้ โลตัส, BTS, AIS และอีกหลากหลายสินค้าและบริการ ก็ได้ใช้แพล็ตฟอร์ม “Official Accounts” ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของพวกเขา และล่าสุด WeChat เวอร์ชั่น 5.0 ได้ให้บริการที่เหนือไปกว่าการรับส่งข้อความธรรมดา ด้วยการให้บริการซื้อขายออนไลน์สำหรับอิโมติคอนช็อปได้ทันทีและการพัฒนาอีกหลากหลายฟีเจอร์เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การใช้งานให้กับผู้ใช้งาน

ที่มา : http://tech.th.msn.com/

Sunday, 18 August 2013

August Fashion 13 - 001

August Fashion 13 - 001 

By Giovedi@Agusto

Price / ราคา 650 บาท 

สั่งชื้อสินค้าได้ที่ patt.t88@gmail.com

Saturday, 10 August 2013

August Fashion:Product Code:94118819

 


August Fashion 13 - 001 
By Giovedi@Agusto

Price / ราคา 650 บาท 

สั่งชื้อสินค้าได้ที่ patt.t88@gmail.com






August Fashion : Product Code: 9319979


Product Code: 9319979
Price : 590.00 Baht

Size : Free Size Bust:76cm Length:73cm waist:72cm
Material:cotton 
lining:no 
belt:no
Comment at Here for order 
Or E-mail @ Patt.t88@gmail.com

August Fashion : Product Code: 9311589



Product Code: 9311589



Size : Free Size
Bust:84cm
Length:72cm
waist:106cm
Material:chiffon
lining:no
belt:no
Price Thai Baht : 490.00 Baht 

Order By:  Comment Here or 
E-mail @ patt.t88@gmail.com