Life Style with IT and Fashions
Information Technology now mixed up to everyone and set their life style. That also impacted to many kind of fashions in life.
Thursday, 9 June 2016
Friday, 26 February 2016
FASHION ON FEB 2016
LOCAL BRAND STYLES
ราคา 690 บาท
Lady Ribbon's Made Lady Rose Sweet Gorgeous Knitted Lace Jumper จัมเปอร์ผ้าลูกไม้ตกแต่งผ้าถักนิตสุดหวาน ลุคนี้เป็นคุณหนูไฮโซสุดๆ งานเนี้ยบมาก ช่วงตัวเป็นผ้าลูกไม้ลายดอกไม้ค่ะ ส่วนที่คอและชายเสื้อตกแต่งด้วยผ้าถักนิตสีครีม ที่ชายเสื้อมีกิมมิกเล็กๆด้วยการเป็นโบผูกตรงกลาง น่ารักมากๆ ใส่หน้าหนาวบ้านเราที่ไม่หนาวเกินไป กำลังพอดีเลยค่ะ มีซับในให้ในตัว ใส่เข้ากับท่อนล่างได้หลายลุค **งาน Premium Quality ป้าย Lady Ribbon นะคะ Pattern / Cutting เกาหลีสวยมากค่ะ เนื้อผ้า Lace 100% และ Knit 100%
Detail
อก38"-42"
วงแขน18" แขนยาว16"
เอว36"-38"
ความยาวชุด19"
ราคา 690 บาท
-----------------------------
สั่งสินค้า สอบถาม ได้ทาง
1.ทางไลน์ id : @wivien
2.กล่องข้อความ(ต้องแนบรูปชุดที่ต้องการสอบถามมาด้วยนะจ๊ะ) https://www.facebook.com/messages/wivienshop
ภาพเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.785488838222515.1073747637.147517692019636&type=3
ราคา 850 บาท
Cliona made'Blue Lace Gossip Lady Luxury Dress - Dress ลูกไม้น้ำเงินสายเดี่ยว ด้านบนเป็นลูกไม้สีน้ำเงินปักเลี่ยมดูหรูหรา ช่วงกระโปรงเป็นทรงอัดพรีผ้าบางใส่สะบาย ผ่าด้านหน้าเพื่อสะดวกในการเดิน สวมใส่สะดวกด้วยซิบหลังอย่างดี ใส่ออกงานสวยสวยเด่นแน่นอนจ้า งานเกรด Premium Quality Cliona Confirm จ้าา
Color : Photo Color
Size : S / M
S
อก 30" / เอว 32" / สะโพก F." / ค. ยาว 53"
M
อก 32" / เอว 34" / สะโพก F." / ค. ยาว 53"
ราคา 850 บาท
--------------------------
สนใจสินค้า รบกวนแจ้งภาพสินค้าพร้อมไซต์มาได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลยค่ะ
1.ทางไลน์ id : @wivien (มี @ ด้วยนะคะ)
2.ทางกล่องข้อความ
www.facebook.com/messages/wivienshop
ราคา 590 บาท
taro flower top
เสื้อ แขนระฆัง ตัวนี้ทรงเกร๋ค่ะ ลายผ้าน่ารักมากๆเลยค่ะ งานสวยค่ะ ห้ามพลาดเลยนะคะ
อก 38" ยาว 20"
-----------------------------
สั่งสินค้า สอบถาม ได้ทาง
1.ทางไลน์ id : @wivien
(พิมพ์ @ ด้วยนะจ๊ะ)
2.กล่องข้อความ(ต้องแนบรูปชุดที่ต้องการสอบถามมาด้วยนะจ๊ะ) https://www.facebook.com/messages/wivienshop
Lady Ribbon's Made Lady Rose Sweet Gorgeous Knitted Lace Jumper จัมเปอร์ผ้าลูกไม้ตกแต่งผ้าถักนิตสุดหวาน ลุคนี้เป็นคุณหนูไฮโซสุดๆ งานเนี้ยบมาก ช่วงตัวเป็นผ้าลูกไม้ลายดอกไม้ค่ะ ส่วนที่คอและชายเสื้อตกแต่งด้วยผ้าถักนิตสีครีม ที่ชายเสื้อมีกิมมิกเล็กๆด้วยการเป็นโบผูกตรงกลาง น่ารักมากๆ ใส่หน้าหนาวบ้านเราที่ไม่หนาวเกินไป กำลังพอดีเลยค่ะ มีซับในให้ในตัว ใส่เข้ากับท่อนล่างได้หลายลุค **งาน Premium Quality ป้าย Lady Ribbon นะคะ Pattern / Cutting เกาหลีสวยมากค่ะ เนื้อผ้า Lace 100% และ Knit 100%
Detail
อก38"-42"
วงแขน18" แขนยาว16"
เอว36"-38"
ความยาวชุด19"
ราคา 690 บาท
-----------------------------
สั่งสินค้า สอบถาม ได้ทาง
1.ทางไลน์ id : @wivien
2.กล่องข้อความ(ต้องแนบรูปชุดที่ต้องการสอบถามมาด้วยนะจ๊ะ) https://www.facebook.com/messages/wivienshop
ภาพเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.785488838222515.1073747637.147517692019636&type=3
ราคา 790 บาท
Cliona made'Black Lace Elegant Jumpsuite - จั๊มสูทขายาวสีดำแขนกุดช่วงบนเย็วบลูกไม้สีดำช่วงด้านหน้าเย็บติดกับพื้นสีเนื้อทำให้ลูกไม้สีดำสวยเด่นขึ้นเลยจ้า ช่วงเอวเย็บติดหนังเหมือนเข็มขัด ช่วงกางเกงมีกระเป๋าข้างทั้งสองด้าน สวมใส่ง่ายด้วยซิปหลัง งานสวย ผ้าไม่หนามากใส่สบายจ้า งานเกรด Premium Quality Cliona Confirm จ้าา
Color : Photo color
Size : M/L
M
อก 40"/ วงแขน 19"/ เอว 30"/ สะโพก 40"/ ค.ยาว 55"
L
อก 42"/ วงแขน 19" เอว 32"/ สะโพก 42"/ ค.ยาว 56"
ราคา 790 บาท
-----------------------------
สั่งสินค้า สอบถาม ได้ทาง
1.ทางไลน์ id : @wivien
2.กล่องข้อความ(ต้องแนบรูปชุดที่ต้องการสอบถามมาด้วยนะจ๊ะ) https://www.facebook.com/messages/wivienshop
ภาพเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.786458268125572.1073747647.147517692019636&type=3
Thursday, 17 October 2013
ความสุขในการทำงาน ...การทำงานอย่างมีความสุข
เก็บมาฝากจาก อจ. ประคัลภ์ ....
ที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีการทำวิจัยเรื่องขององค์กรที่พนักงานมีความสุขนั้น เขาทำกันอย่างไร องค์กรเหล่านี้ได้เก็บข้อมูลว่าพนักงานที่ทำงานอย่างมีความสุขนั้นเป็นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขในองค์กร ซึ่งผลก็สามารถสรุปเป็นกฎเกณฑ์ 5 ข้อดังต่อไปนี้
ที่กล่าวมาข้างต้นก็คือกฎเกณฑ์ 5 ประการที่องค์กรที่มีพนักงานที่มีความสุขนั้นทำกัน เพราะมีงานวิจัยออกมาค่อนข้างมากที่ยืนยันว่า ถ้าคนเราสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ชีวิตส่วนตัวก็จะมีความสุข และนอกจากนั้นความสุขนั้นก็จะส่งผลต่อผลงานของพนักงาน และเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะส่งต่อความสุขให้กับเพื่อนพนักงานด้วยกันเองอีก
สุดท้ายพนักงานทั้งองค์กรต่างก็ทำงานกันอย่างมีความสุข
อ้างอิงจากบทความเรื่อง Secrets Of America’s Happiest Companies โดย Lydia Dishman จาก fastcompany
ที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีการทำวิจัยเรื่องขององค์กรที่พนักงานมีความสุขนั้น เขาทำกันอย่างไร องค์กรเหล่านี้ได้เก็บข้อมูลว่าพนักงานที่ทำงานอย่างมีความสุขนั้นเป็นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขในองค์กร ซึ่งผลก็สามารถสรุปเป็นกฎเกณฑ์ 5 ข้อดังต่อไปนี้
- พนักงานที่มีความสุขในการทำงาน จะไม่ทำงานอยู่ใน "ตำแหน่งเดิม" หรือ "บทบาทเดิม" นานเกินไป การโอนย้าย การหมุนเวียนงาน หรือแม้แต่การสร้างงานที่มีความท้าทายมากขึ้นนั้น จะทำให้พนักงานรู้สึกมีความพึงพอใจ และไม่เบื่อกับการทำงานแบบเดิมๆ ซึ่งเมื่อไหร่ที่พนักงานเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ความสุขในการทำงานก็จะลดลง ดังนั้นองค์กรที่อยากให้พนักงานรู้สึกมีความสุข ก็จะทำการสร้างความท้าทายในการทำงาน หมุนเวียนเปลี่ยนงานกันอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่พนักงานจะเบื่อและเริ่มไม่สนุกกับงาน จนทำให้ไม่มีความสุขในการทำงาน
- ความรู้สึกถึงความสุข กับความรู้สึกถึงตนเองมี"ความหมายในการทำงาน" มันมีความสัมพันธ์ต่อกันในเชิงบวก กล่าวคือ คนที่มีความสุขในการทำงาน จะเป็นคนที่รู้สึกว่าตนเองมีความหมายต่อองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำงานอยู่ด้วย ดังนั้นองค์กรที่รู้เคล็ดลับนี้ ก็จะส่งเสริมให้หัวหน้างานและผู้จัดการทำให้พนักงานของตนเองรู้สึกว่า งานที่ตนเองทำอยู่นั้น มีความหมายต่อความสำเร็จของหน่วยงาน และต่อองค์กร ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีการสื่อความให้เห็นถึงเป้าหมาย และทำให้พนักงานรับรู้ว่างานของเขานั้นมีส่วนที่จะทำให้งานบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร เขาเป็นส่วนสำคัญตรงไหน ซึ่งเพื่อพนักงานรับทราบความสำคัญตรงนี้แล้ว เขาจะรู้สึกว่าการทำงานทุกวันเป็นการทำงานที่มีความหมายมาก หัวหน้าให้ความสำคัญกับงานนี้ และสุดท้ายเขาก็จะทำงานอย่างมีความสุข
- พนักงานจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อหัวหน้า"มีความจริงใจ" และ"ชื่นชมในผลงาน" พนักงานอย่าง"เป็นธรรมชาติ" ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ มีบางองค์กรพยายามจะสร้างนโยบายการชื่นชมผลงาน สร้างกฎระเบียบว่าหัวหน้าจะต้องทำหน้าที่ชื่นชมผลงานพนักงานด้วย เขียนออกมาเป็นระเบียบติดไว้เลย ซึ่งการทำเช่นนี้ ทำให้ความสุขของพนักงานลดลง เพราะพนักงานจะรู้สึกถึงความไม่จริงใจขององค์กร และผู้จัดการ และจะคิดไปว่า ที่ชมก็เพราะมีระเบียบกำหนดไว้ ไม่ได้ชมจากใจของหัวหน้าจริงๆ ดังนั้นถ้าองค์กรอยากให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน ก็ไม่ควรที่จะเขียนกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับความสุขของพนักงาน ควรจะส่งเสริมในแนวทางอื่นมากกว่า ทำให้มันเป็นธรรมชาติมากที่สุด และจริงใจมากที่สุด
- องค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องของ"คนมาก่อนงาน" พนักงานจะมีความสุขก็เพราะองค์กรให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหารคน มาก่อน เรื่องของการทำงาน องค์กรเหล่านี้ มีการกำหนดนโยบายที่เน้นการทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้นในแง่มุมต่างๆ กำหนดแนวทางและวิธีการทำงานที่ยืดหยุ่น และให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นรายบุคคล ไม่ใช่มองพนักงานเป็นชุดๆ หรือเป็นกลุ่มๆ และปฏิบัติต่อพนักงานแบบเหมารวมเหมือนๆกันไปหมดทุกคน
- เน้นความสำคัญของ"การใช้ชีวิตในการทำงาน" กับ"การใช้ชีวิตส่วนตัว" กล่าวคือไม่ใช่การสร้างความสมดุล แต่จะเป็นการเอาทั้งสองเรื่องมาผสานกันให้ออกมาลงตัวมากที่สุด และมองไปถึงความต้องการของพนักงานเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการบังคับว่าพนักงานต้องสร้างความสมดุลของทั้งสองเรื่องให้ได้ แต่จริงแล้ว ความสมดุลของชีวิตงานและชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น ถ้าองค์กรสามารถสร้างแนวทางที่จะส่งเสริมให้พนักงานสามารถทำงานและแบ่งเวลาในการทำงานตามความต้องการของตนเองได้ พนักงานก็จะอยู่ทำงานอย่างมีความสุขเช่นกัน
ที่กล่าวมาข้างต้นก็คือกฎเกณฑ์ 5 ประการที่องค์กรที่มีพนักงานที่มีความสุขนั้นทำกัน เพราะมีงานวิจัยออกมาค่อนข้างมากที่ยืนยันว่า ถ้าคนเราสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ชีวิตส่วนตัวก็จะมีความสุข และนอกจากนั้นความสุขนั้นก็จะส่งผลต่อผลงานของพนักงาน และเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะส่งต่อความสุขให้กับเพื่อนพนักงานด้วยกันเองอีก
สุดท้ายพนักงานทั้งองค์กรต่างก็ทำงานกันอย่างมีความสุข
อ้างอิงจากบทความเรื่อง Secrets Of America’s Happiest Companies โดย Lydia Dishman จาก fastcompany
Sunday, 6 October 2013
คำศัพท์ และความหมายของศัพท์เกี่ยวกับตลาด Forex
ฟอเร็กซ์ (Forex) คืออะไร
Forex (Foreign Exchange Market) หรือเรียกสั้นๆว่า FX เป็นตลาดในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่างๆ ซึ่ง Forex เป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อวันซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทั้งโลกมารวมกัน ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ตลอด 24 ชั่วโมงและหยุดการซื้อขายในวันเสาร์อาทิตย์ ตลาดใหญ่ๆของโลกจะมีอยู่ 3 แห่งก็คือ ตลาดโตเกียว ตลาดลอนดอน และตลาดนิวยอร์ค ซึ่งเวลาทำการเมื่อเทียบกับเวลาประเทศไทยก็จะเป็นดังนี้ (ถ้าอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ให้เพิ่มอีก 1 ชั่วโมง)
ตลาดออสเตรเลีย (AUD) เวลา 5:00 – 13:00
ตลาดญี่ปุ่น (JPY) เวลา 7:00 – 14:00
ตลาดยุโรป (EUR) เวลา 13:00 – 21:00
ตลาดสวิส (CHF) เวลา 13:00 – 21:00
ตลาดอังกฤษ (GBP) เวลา 14:00 – 22:00
ตลาดอเมริกา (USD) เวลา 19.00 - 3:00
สกุลเงิน
สกุลเงินหลักๆที่ทำการซื้อขายนั้นก็จะมีอยู่ 7 สกุลเงินด้วยกันก็คือ
1. ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD)
2. ยูโร (EUR)
3. ปอนด์ (GBP)
4. เยน (JPY)
5. ดอลลาร์แคนาดา (CAD)
6. สวิสฟรังค์ (CHF) และ
7. ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)
การซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex นั้นจะทำกันเป็นคู่ๆ (Currency Pair) ซึ่งคู่ของสกุลเงินหลักหรือที่เรียกว่า Major นั้น จะมีอยู่ 4 สกุลด้วยกันคือ GBP/USD, EUR/USD, USD/CHF, USD/JPY ซึ่งสกุลเงินที่อยู่ข้างหน้าจะเรียกว่า Base Currency และตัวหลังเรียกว่า Counter Currency เช่นคู่ GBP/USD ก็จะมี GBP เป็น Base Currency และ USD เป็น Counter Currency
ส่วนความหมายนั้นก็ให้จำง่ายๆว่าตัว Base Currency จะมีค่าเป็น 1 เสมอ
สมมติว่าราคาของคู่ GBP/USD เป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์
Pip
Pip คือจำนวนจุดที่น้อยที่สุดของคู่เงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่นราคาของคู่ GBP/USD จะมีทศนิยม 4 จุด เช่น 1.5000 เพราะฉะนั้น 1 pip ก็จะมีค่าเท่ากับ 0.0001 ส่วนราคาของคู่ที่มีสกุลเงินเยนอยู่จะมีทศนิยม 2 จุด เช่นราคาของคู่ USD/JPY เป็น 110.00 ดังนั้น 1 pip ของคู่นี้ก็จะมีค่าเท่ากับ 0.01
Lot
ขนาดของสัญญาที่จะทำการซื้อขายกันนั้นเรียกว่า lot ขนาดของสัญญาก็จะมี 3 ประเภทคือ
Standard lot = 1 standard lot จะเท่ากับ 10 mini lot
Mini lot = 1 mini lot จะเท่ากับ 10 Micro lot
และ lot ถ้าจะเทียบเป็นดอลลาร์ก็จะได้คร่าวๆว่า
ที่ 1 standard lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $10
ที่ 1 mini lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
ที่ 1 micro lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $0.1
ถ้าเทียบกับบัญชีของ FXClearing ก็จะมีค่าดังนี้
บัญชีไมโคร ที่ 10 lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
บัญชีมินิ, ECN ที่ 0.1 lot ทุกๆ 1 pip (ทศนิยมจุดที่ 4) จะมีค่าเท่ากับ $1
บัญชีนาโน ที่ 100 lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
Spread
Spread คือผลต่างของราคา Bid และ ราคา Ask หน่วยเป็นจำนวนจุด ซึ่งราคา Ask ก็คือราคาที่เราจะทำการซื้อและราคา Bid ก็คือราคาที่เราจะทำการขาย ซึ่งราคา Bid จะน้อยกว่าราคา Ask เสมอ ตัวอย่างเช่นคู่ EUR/USD มีราคา Bid เป็น 1.5540 ราคา Ask เป็น 1.5541 ดังนั้น Spread จะมีค่าเท่ากับ 1 จุด ซึ่ง Spread ก็เปรียบเสมือนกับค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ที่คิดกับเรานั่นเอง ยิ่งน้อยยิ่งดี
Margin
Margin เปรียบเสมือนกับค่ามัดจำที่เราต้องใช้ในการเปิด Order แต่ละครั้ง และก็จะเพิ่มกลับเข้าไปในบัญชีเหมือนเดิมเมื่อทำการปิดออเดอร์ ยิ่งใส่จำนวน Lot ในการเปิดออเดอร์มากเท่าไหร่ จำนวน Margin ที่ใช้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
Leverage
Leverage จะเป็นตัวกำหนด Margin ที่เราใช้ในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้ง Leverage โดยปกติจะมีให้เลือกตั้งแต่ 1:100 จนถึง 1:500 ยิ่ง Leverage มาก จำนวน Margin ที่ใช้ก็จะน้อยลง สำหรับจำนวน Margin ที่ต้องใช้ก็คิดง่ายๆก็คือที่ Leverage 1:500 ถ้าเราเทรดที่ 0.1 lot (1 pip เท่ากับ $1) จะใช้ Margin ประมาณ $20-$30 ถ้าเป็น Leverage 1:100 ก็จะใช้ Margin เท่ากับ $100 - $150 ($20*5 - $30*5) ซึ่งค่า Margin ที่ใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามราคาของสกุลเงิน สามารถคำนวณ Margin ที่ใช้ของคู่สกุลเงินต่างๆได้
Swap
Swap คือดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปเมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน (ช่วงตี 4 เวลาประเทศไทย) ค่า Swap ของแต่ละสกุลเงินสามารถเข้าไปดูได้ที่ MT 4 -> หน้าต่าง Market Watch -> คลิกขวา เลือก Symbols -> เลือกสกุลเงินที่ต้องการ -> กดปุ่ม Properties จะแสดงค่า Swap Long (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ซื้อ) และ Swap Short (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ขาย) มีหน่วยเป็น pip คืนวันเสาร์และอาทิตย์ไม่มีการคิดค่า Swap แต่จะไปทบในคืนวันพุธแทนซึ่งค่า Swap คืนวันพุธจะมีค่าเป็น 3 เท่าของค่า Swap ปกติ สำหรับ FXClearing ทุกบัญชีจะไม่คิดค่า Swap ยกเว้นบัญชี ECN ที่สามารถเลือกให้คิดหรือไม่คิดก็ได้
การวิเคราะห์
สำหรับการวิเคราะห์การเทรดก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็คือการวิเคราะห์ข่าวต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เว็บไซต์ http://www.forexfactory.com ก็จะมีการอัพเดทข่าวต่างๆที่เกี่ยวกับ Forex อยู่ตลอดเวลาซึ่งก็จะมีลำดับความสำคัญของข่าวด้วย ยิ่งเป็นข่าวที่มีความสำคัญมากก็จะมีผลกระทบกับราคาได้มาก
การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคก็จะเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบของกราฟเป็นหลัก โดยดูจากรูปแบบของกราฟว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร แนวรับแนวต้านอยู่ตรงไหน และมีการใช้อินดิเคเตอร์ต่างๆมาช่วยในการวิเคราะห์ด้วย เช่น Moving Average, Fibonacci, RSI ซึ่งอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่ใช้โดยทั่วไปก็จะมีให้เลือกใช้ในโปรแกรมเทรด
ตัวอย่างการซื้อขาย
สมมติที่คู่ GBP/USD มีราคาปัจจุบันเป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์ ถ้าเราคิดว่าในอนาคต 1 ปอนด์จะมีค่ามากกว่า 1.5 ดอลลาร์ ก็ให้เราทำการเปิดออเดอร์ซื้อ ถ้าในอนาคตราคาที่คู่นี้เป็น 1.5010 แล้วเราทำการปิดออเดอร์นี้ เราก็จะได้กำไรมา 10 จุด ถ้าเราใส่ Volume เป็น 0.1 lot ตอนเปิดออเดอร์ (แต่ละจุดเท่ากับ $1) กำไร 10 จุดก็จะเท่ากับ $10 แต่ถ้าราคาตกลงมาเป็น 1.4990 เราก็จะขาดทุน $10
ตรงกันข้าม ถ้าเราคิดว่าในอนาคต 1 ปอนด์จะมีค่าน้อยกว่า 1.5 ดอลลาร์ ก็ให้เราทำการเปิดออเดอร์ขาย (สามารถเปิดออเดอร์ขายได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเปิดออเดอร์ซื้อก่อน) ถ้าในอนาคตราคาที่คู่นี้เป็น 1.4990 แล้วเราทำการปิดออเดอร์นี้ เราก็จะได้กำไรมา 10 จุด ถ้าเราใส่ Volume เป็น 0.1 lot ตอนเปิดออเดอร์ (แต่ละจุดเท่ากับ $1) กำไร 10 จุดก็จะเท่ากับ $10 แต่ถ้าราคาขึ้นมาเป็น 1.5010 เราก็จะขาดทุน $10
MetaTrader 4 (MT4)
MT4 เป็นโปรแกรมใช้สำหรับการเทรดซึ่งโบรกเกอร์โดยส่วนใหญ่ก็จะรองรับ MT4 รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.metaquotes.net/en/metatrader4/trading_terminal
สำหรับคู่มือการใช้งานภาษาไทย
Expert Advisor (EA)
เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาใน MetaEditor (เปิดได้โดยกด F4 ที่ MT4) ที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ MT4 ทำการซื้อขายตามเงื่อนไขที่เราเขียนไว้ในโปรแกรมให้อัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลา
Scalping คืออะไร
เข้าไปอ่านบทความได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=229249743757310
Hedge คืออะไร
การเทรดแบบ Hedge คือการเปิดออเดอร์ทั้งซื้อและขายที่สกุลเงินเดียวกันเวลาเดียวกัน
Requote คืออะไร
เข้าไปอ่านบทความได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=220162991332652
Introducing Broker (IB) คืออะไร
IB คือ ตัวแทนของ FXClearing ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำการลงทุน Forex ให้กับผู้ที่สนใจลงทุน และมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่างๆรวมถึงคอยช่วยเหลือนักลงทุนเพื่อให้ได้รับบริการที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดย IB ก็จะได้รับรายได้ค่าคอมมิชชั่นจาก FXClearing เมื่อผู้ที่ IB แนะนำมีการเทรด ซึ่งท่านสามารถสมัครเป็น IB ได้ที่ http://tha.fxclearing.com/become-ib และยังสามารถโฆษณาโปรโมชั่นจากหน้า Facebook FXClearing Thailand นี้ได้ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_203351739677351
การเทรดผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต
สามารถเทรดผ่านโทรศัพท์ iPhone, Android หรือ Blackberry ได้ฟรี รายละเอียดเข้าไปดูได้ที่ http://tha.fxclearing.com/mobile-trading
VPS คืออะไร
VPS คือ เครื่อง Server ที่เราสามารถเอาไว้ใช้เทรดหรือรัน EA โดยที่ไม่ต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งก็จะเป็นการป้องกันการไฟดับหรืออินเตอร์เนตหลุดในกรณีที่เราเทรดหรือรัน EA ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเอง นอกจากนี้ยังช่วยในการเทรดผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตต่างๆด้วย ซึ่งทาง FXClearing ก็มีบริการใช้ VPS ฟรี สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://tha.fxclearing.com/vps-server
เลือกบัญชี FXClearing ประเภทไหนดี
FXClearing มีบัญชีหลายประเภทให้เลือก แต่ละบัญชีก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน สามารถเข้าไปอ่านบทความสรุปของแต่ละบัญชีได้ที่
https://www.facebook.com/note.php?note_id=273301632685454
การเปิดบัญชีกับ FXClearing
เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_160430850678443
การฝาก/ถอนเงินใน FXClearing
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_201742856511228
Forex (Foreign Exchange Market) หรือเรียกสั้นๆว่า FX เป็นตลาดในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่างๆ ซึ่ง Forex เป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อวันซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทั้งโลกมารวมกัน ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ตลอด 24 ชั่วโมงและหยุดการซื้อขายในวันเสาร์อาทิตย์ ตลาดใหญ่ๆของโลกจะมีอยู่ 3 แห่งก็คือ ตลาดโตเกียว ตลาดลอนดอน และตลาดนิวยอร์ค ซึ่งเวลาทำการเมื่อเทียบกับเวลาประเทศไทยก็จะเป็นดังนี้ (ถ้าอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ให้เพิ่มอีก 1 ชั่วโมง)
ตลาดออสเตรเลีย (AUD) เวลา 5:00 – 13:00
ตลาดญี่ปุ่น (JPY) เวลา 7:00 – 14:00
ตลาดยุโรป (EUR) เวลา 13:00 – 21:00
ตลาดสวิส (CHF) เวลา 13:00 – 21:00
ตลาดอังกฤษ (GBP) เวลา 14:00 – 22:00
ตลาดอเมริกา (USD) เวลา 19.00 - 3:00
สกุลเงิน
สกุลเงินหลักๆที่ทำการซื้อขายนั้นก็จะมีอยู่ 7 สกุลเงินด้วยกันก็คือ
1. ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD)
2. ยูโร (EUR)
3. ปอนด์ (GBP)
4. เยน (JPY)
5. ดอลลาร์แคนาดา (CAD)
6. สวิสฟรังค์ (CHF) และ
7. ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)
การซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex นั้นจะทำกันเป็นคู่ๆ (Currency Pair) ซึ่งคู่ของสกุลเงินหลักหรือที่เรียกว่า Major นั้น จะมีอยู่ 4 สกุลด้วยกันคือ GBP/USD, EUR/USD, USD/CHF, USD/JPY ซึ่งสกุลเงินที่อยู่ข้างหน้าจะเรียกว่า Base Currency และตัวหลังเรียกว่า Counter Currency เช่นคู่ GBP/USD ก็จะมี GBP เป็น Base Currency และ USD เป็น Counter Currency
ส่วนความหมายนั้นก็ให้จำง่ายๆว่าตัว Base Currency จะมีค่าเป็น 1 เสมอ
สมมติว่าราคาของคู่ GBP/USD เป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์
Pip
Pip คือจำนวนจุดที่น้อยที่สุดของคู่เงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่นราคาของคู่ GBP/USD จะมีทศนิยม 4 จุด เช่น 1.5000 เพราะฉะนั้น 1 pip ก็จะมีค่าเท่ากับ 0.0001 ส่วนราคาของคู่ที่มีสกุลเงินเยนอยู่จะมีทศนิยม 2 จุด เช่นราคาของคู่ USD/JPY เป็น 110.00 ดังนั้น 1 pip ของคู่นี้ก็จะมีค่าเท่ากับ 0.01
Lot
ขนาดของสัญญาที่จะทำการซื้อขายกันนั้นเรียกว่า lot ขนาดของสัญญาก็จะมี 3 ประเภทคือ
Standard lot = 1 standard lot จะเท่ากับ 10 mini lot
Mini lot = 1 mini lot จะเท่ากับ 10 Micro lot
และ lot ถ้าจะเทียบเป็นดอลลาร์ก็จะได้คร่าวๆว่า
ที่ 1 standard lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $10
ที่ 1 mini lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
ที่ 1 micro lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $0.1
ถ้าเทียบกับบัญชีของ FXClearing ก็จะมีค่าดังนี้
บัญชีไมโคร ที่ 10 lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
บัญชีมินิ, ECN ที่ 0.1 lot ทุกๆ 1 pip (ทศนิยมจุดที่ 4) จะมีค่าเท่ากับ $1
บัญชีนาโน ที่ 100 lot ทุกๆ 1 pip จะมีค่าเท่ากับ $1
Spread
Spread คือผลต่างของราคา Bid และ ราคา Ask หน่วยเป็นจำนวนจุด ซึ่งราคา Ask ก็คือราคาที่เราจะทำการซื้อและราคา Bid ก็คือราคาที่เราจะทำการขาย ซึ่งราคา Bid จะน้อยกว่าราคา Ask เสมอ ตัวอย่างเช่นคู่ EUR/USD มีราคา Bid เป็น 1.5540 ราคา Ask เป็น 1.5541 ดังนั้น Spread จะมีค่าเท่ากับ 1 จุด ซึ่ง Spread ก็เปรียบเสมือนกับค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ที่คิดกับเรานั่นเอง ยิ่งน้อยยิ่งดี
Margin
Margin เปรียบเสมือนกับค่ามัดจำที่เราต้องใช้ในการเปิด Order แต่ละครั้ง และก็จะเพิ่มกลับเข้าไปในบัญชีเหมือนเดิมเมื่อทำการปิดออเดอร์ ยิ่งใส่จำนวน Lot ในการเปิดออเดอร์มากเท่าไหร่ จำนวน Margin ที่ใช้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
Leverage
Leverage จะเป็นตัวกำหนด Margin ที่เราใช้ในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้ง Leverage โดยปกติจะมีให้เลือกตั้งแต่ 1:100 จนถึง 1:500 ยิ่ง Leverage มาก จำนวน Margin ที่ใช้ก็จะน้อยลง สำหรับจำนวน Margin ที่ต้องใช้ก็คิดง่ายๆก็คือที่ Leverage 1:500 ถ้าเราเทรดที่ 0.1 lot (1 pip เท่ากับ $1) จะใช้ Margin ประมาณ $20-$30 ถ้าเป็น Leverage 1:100 ก็จะใช้ Margin เท่ากับ $100 - $150 ($20*5 - $30*5) ซึ่งค่า Margin ที่ใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามราคาของสกุลเงิน สามารถคำนวณ Margin ที่ใช้ของคู่สกุลเงินต่างๆได้
Swap
Swap คือดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปเมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน (ช่วงตี 4 เวลาประเทศไทย) ค่า Swap ของแต่ละสกุลเงินสามารถเข้าไปดูได้ที่ MT 4 -> หน้าต่าง Market Watch -> คลิกขวา เลือก Symbols -> เลือกสกุลเงินที่ต้องการ -> กดปุ่ม Properties จะแสดงค่า Swap Long (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ซื้อ) และ Swap Short (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ขาย) มีหน่วยเป็น pip คืนวันเสาร์และอาทิตย์ไม่มีการคิดค่า Swap แต่จะไปทบในคืนวันพุธแทนซึ่งค่า Swap คืนวันพุธจะมีค่าเป็น 3 เท่าของค่า Swap ปกติ สำหรับ FXClearing ทุกบัญชีจะไม่คิดค่า Swap ยกเว้นบัญชี ECN ที่สามารถเลือกให้คิดหรือไม่คิดก็ได้
การวิเคราะห์
สำหรับการวิเคราะห์การเทรดก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็คือการวิเคราะห์ข่าวต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เว็บไซต์ http://www.forexfactory.com ก็จะมีการอัพเดทข่าวต่างๆที่เกี่ยวกับ Forex อยู่ตลอดเวลาซึ่งก็จะมีลำดับความสำคัญของข่าวด้วย ยิ่งเป็นข่าวที่มีความสำคัญมากก็จะมีผลกระทบกับราคาได้มาก
การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคก็จะเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบของกราฟเป็นหลัก โดยดูจากรูปแบบของกราฟว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร แนวรับแนวต้านอยู่ตรงไหน และมีการใช้อินดิเคเตอร์ต่างๆมาช่วยในการวิเคราะห์ด้วย เช่น Moving Average, Fibonacci, RSI ซึ่งอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่ใช้โดยทั่วไปก็จะมีให้เลือกใช้ในโปรแกรมเทรด
ตัวอย่างการซื้อขาย
สมมติที่คู่ GBP/USD มีราคาปัจจุบันเป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์ ถ้าเราคิดว่าในอนาคต 1 ปอนด์จะมีค่ามากกว่า 1.5 ดอลลาร์ ก็ให้เราทำการเปิดออเดอร์ซื้อ ถ้าในอนาคตราคาที่คู่นี้เป็น 1.5010 แล้วเราทำการปิดออเดอร์นี้ เราก็จะได้กำไรมา 10 จุด ถ้าเราใส่ Volume เป็น 0.1 lot ตอนเปิดออเดอร์ (แต่ละจุดเท่ากับ $1) กำไร 10 จุดก็จะเท่ากับ $10 แต่ถ้าราคาตกลงมาเป็น 1.4990 เราก็จะขาดทุน $10
ตรงกันข้าม ถ้าเราคิดว่าในอนาคต 1 ปอนด์จะมีค่าน้อยกว่า 1.5 ดอลลาร์ ก็ให้เราทำการเปิดออเดอร์ขาย (สามารถเปิดออเดอร์ขายได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเปิดออเดอร์ซื้อก่อน) ถ้าในอนาคตราคาที่คู่นี้เป็น 1.4990 แล้วเราทำการปิดออเดอร์นี้ เราก็จะได้กำไรมา 10 จุด ถ้าเราใส่ Volume เป็น 0.1 lot ตอนเปิดออเดอร์ (แต่ละจุดเท่ากับ $1) กำไร 10 จุดก็จะเท่ากับ $10 แต่ถ้าราคาขึ้นมาเป็น 1.5010 เราก็จะขาดทุน $10
MetaTrader 4 (MT4)
MT4 เป็นโปรแกรมใช้สำหรับการเทรดซึ่งโบรกเกอร์โดยส่วนใหญ่ก็จะรองรับ MT4 รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.metaquotes.net/en/metatrader4/trading_terminal
สำหรับคู่มือการใช้งานภาษาไทย
Expert Advisor (EA)
เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาใน MetaEditor (เปิดได้โดยกด F4 ที่ MT4) ที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ MT4 ทำการซื้อขายตามเงื่อนไขที่เราเขียนไว้ในโปรแกรมให้อัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลา
Scalping คืออะไร
เข้าไปอ่านบทความได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=229249743757310
Hedge คืออะไร
การเทรดแบบ Hedge คือการเปิดออเดอร์ทั้งซื้อและขายที่สกุลเงินเดียวกันเวลาเดียวกัน
Requote คืออะไร
เข้าไปอ่านบทความได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=220162991332652
Introducing Broker (IB) คืออะไร
IB คือ ตัวแทนของ FXClearing ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำการลงทุน Forex ให้กับผู้ที่สนใจลงทุน และมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่างๆรวมถึงคอยช่วยเหลือนักลงทุนเพื่อให้ได้รับบริการที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดย IB ก็จะได้รับรายได้ค่าคอมมิชชั่นจาก FXClearing เมื่อผู้ที่ IB แนะนำมีการเทรด ซึ่งท่านสามารถสมัครเป็น IB ได้ที่ http://tha.fxclearing.com/become-ib และยังสามารถโฆษณาโปรโมชั่นจากหน้า Facebook FXClearing Thailand นี้ได้ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_203351739677351
การเทรดผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต
สามารถเทรดผ่านโทรศัพท์ iPhone, Android หรือ Blackberry ได้ฟรี รายละเอียดเข้าไปดูได้ที่ http://tha.fxclearing.com/mobile-trading
VPS คืออะไร
VPS คือ เครื่อง Server ที่เราสามารถเอาไว้ใช้เทรดหรือรัน EA โดยที่ไม่ต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งก็จะเป็นการป้องกันการไฟดับหรืออินเตอร์เนตหลุดในกรณีที่เราเทรดหรือรัน EA ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเอง นอกจากนี้ยังช่วยในการเทรดผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตต่างๆด้วย ซึ่งทาง FXClearing ก็มีบริการใช้ VPS ฟรี สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://tha.fxclearing.com/vps-server
เลือกบัญชี FXClearing ประเภทไหนดี
FXClearing มีบัญชีหลายประเภทให้เลือก แต่ละบัญชีก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน สามารถเข้าไปอ่านบทความสรุปของแต่ละบัญชีได้ที่
https://www.facebook.com/note.php?note_id=273301632685454
การเปิดบัญชีกับ FXClearing
เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_160430850678443
การฝาก/ถอนเงินใน FXClearing
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/fxclearingthailand/app_201742856511228
Wednesday, 2 October 2013
ตลาด Forex คืออะไร ?
Forex – ย่อมาจาก Foreign Exchange (การแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศ)
ตลาด Forex เริ่มเปิดทำการตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) เป็นตลาดการซื้อขายและเก็งกำไรค่าเงินที่ใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการซื้อขายสกุลเงินต่างๆรวมกันถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีปริมาณการซื้อขายประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน)
ปัจจุบันตลาด Forex เปิดให้สถาบันการเงินหรือหน่วยงานต่างๆรวมทั้งนักลงทุนทั่วโลกทั้งรายใหญ่และรายย่อยเข้ามาซื้อขายได้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เนต
การซื้อขายในตลาด Forex เป็นการซื้อขายสกุลเงินต่างๆ โดยเป็นการซื้อเงินสกุลหนึ่งในขณะเดียวกันก็ขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไป หรือเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยนซื้อขายค่าสกุลเงินนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น
ซื้อขายคู่เงินระหว่าง ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ (EUR/USD) หรือ คู่เงินดอลลาร์สหรัฐ/เยนญี่ปุ่น (USD/JPY)
ตัวอย่างเพิ่มเติมคือ สกุลเงินดังนี้ และยังมี ทอง เงิน และ น้ำมันอีกด้วย
EURUSD
USDJPY
GBPUSD
USDCHF
AUDUSD
USDCAD
Gold
Silver
Crude Oil
เป็นต้น
Forex คืออะไร
ถ้าคุณเคยเดินทางไปต่างประเทศ คุณจะต้องเคยเห็นบูธสำหรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินตามสนามบินหรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และคุณจะต้องเคยนำเงินในกระเป๋าของคุณเข้าไปแลกเปลี่ยนให้เป็นเงินสกุลของประเทศที่คุณเดินทางไป เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายซื้อของในประเทศนั้นๆ
การทำอย่างนี้ก็คือคุณได้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาด Forex แล้ว คือคุณมีการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เช่นคุณขายเงินของคุณซึ่งเป็นสกุลเงินบาทและซื้อเงินสกุลดอลลาร์มาเก็บไว้ใช้จ่าย
และสมมติตอนคุณกำลังจะเดินทางกลับประเทศ คุณได้เข้าไปที่บูธแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อจะนำเงินดอลลาร์ที่เหลือจากการใช้จ่ายมาแลกเปลี่ยนคืนให้เป็นสกุลเงินบาท คุณพบว่าสกุลงินดอลลาร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณสามารถทำกำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินคืนได้
ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Exchange) หรือปกติเราเรียกว่า “Forex” หรือ “FX” เป็นตลาดการเงินการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ตลาด Forex จะมีขนาดใหญ่กว่ามากอย่างเทียบกันไม่ได้ คือมีมูลค่าการซื้อขายถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน
เรามาลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมติเราเปรียบตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก New York Stock Exchange (NYSE) ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขาย 22,400 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นสัตว์ประหลาดด้านล่างนี้
ทุกๆวันคุณอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์เกี่ยวกับการเงินการลงทุนต่างๆ ทำให้คุณอาจจะรู้สึกว่าตลาดหุ้นนั้นเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก
แต่ถ้าคุณนำตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาเปรียบเทียบกับตลาด Forex ก็จะมีลักษณะเช่นนี้
จะเห็นได้ว่าตลาด Forex มีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดถึง 200 เท่า และในปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์ มีมูลค่าการซื้อขายที่เกิดจากนักลงทุนรายย่อยหรือนักลงทุนอิสระ(นักลงทุนอย่างพวกเรา)ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์!
ตอนนี้คุณก็คงรู้จักตลาด Forex แล้ว และรู้ด้วยว่ามันเป็นตลาดการเงินการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ต่อไปเรามาศึกษากันต่อว่า อะไรบ้างที่เราทำการซื้อขายกันในตลาด Forex ในตอนต่อไป...
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$
ที่มา : High Risk Warning: การลงทุนและการเก็งกำไร มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนและผู้เก็งกำไรควรเรียนรู้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงิน ก่อนการตัดสินใจในการลงทุนหรือการเก็งกำไรใดๆ
แนะนำ เว็บไซต์ ZuluThai เปรียบเสมือนโรงเรียนสอนการลงทุนคือ "มีหน้าที่ให้ความรู้และคำแนะนำที่มีประโยชน์แก่ผู้สนใจเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำในการซื้อหรือขายหน่วยลงทุนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ" และ "ไม่ได้มีหน้าที่ขายหน่วยลงทุนหรือเป็นตัวแทนในการชักชวนให้มาระดมทุน" ในประเทศไทย
ผลงานในอดีตไม่ได้เป็นการการันตีผลงานในอนาคต ผลงานการทำกำไรหรือขาดทุนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจากความรู้และประสบการณ์ส่วนบุคคล การนำเสนอข้อมูลของเว็บไซต์ ZuluThai อยู่บนสมมุติฐานและหลักการที่ถูกกำหนดขึ้นโดย ZuluThai เท่านั้น ผู้ลงทุนควรประเมินความเสี่ยงของการลงทุนในระดับที่ผู้ลงทุนยอมรับได้เท่านั้น
Friday, 20 September 2013
มาตรการ QE คือ อะไร ?
มาตรการ QE คืออะไร (Quantitative Easing)
QE มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน ย่อมาจากคำว่า Quantitative Easing เป็นนโยบายด้านการเงินที่ไม่เป็นแบบแผน ที่ดำเนินการโดยธนาคารกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์ในกรณีที่นโยบายทางการเงินที่เป็นแบบแผนตามปกตินั้นเริ่มไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจได้ โดยการเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ฯลฯ จากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของเอกชนทั้งในและนอกประเทศ มาตรการ QE เป็นที่รู้จักว่าเป็นการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเติม (Printing Money) ซึ่งก็คือเม็ดเงินใหม่ๆ ที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนั่นเอง สามารถใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงสถาบันการเงินสามารถดำเนินการปล่อยสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้นอีกด้วย QE ถ้าจะพูดแบบชาวบ้านก็คือการเพิ่มเพดานหนี้นั่นเอง
คราวที่แล้วธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ (Bank of Japan) จัดหนักประกาศมาตรการ QE ล่าสุดได้ประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ (ระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม 2556) ว่า GDP เติบโตถึง 3.5% นับว่าประสบความสำเร็จมากสำหรับญี่ปุ่น เพราะเศรษฐกิจแย่มานาน ว่ากันว่าผลการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ได้มาจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีซินโซ อาเบะ ที่ให้มีการพิมพ์ธนบัตรออกมาครึ่งหนึ่งของ GDP ของประเทศ ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงกว่า 20% ล่าสุดรัฐบาลต้องการให้ BOJ ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา เพราะขณะนี้ภาคส่งออกและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นชะลอตัวลง
Mr.Bernanke
จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แถลงต่อคณะกรรมการธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรส เมื่อ 22 พฤษภาคม 2556 ได้ส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะมีการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสรุปได้ว่า
1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดกำลังช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวขึ้น แต่จะชะลอมาตรการก็ต่อเมื่อเฟดได้เห็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงหนุนมากกว่านี้
2. เฟดอาจตัดสินใจปรับลดวงเงินในมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอัตรา 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะรักษาแรงผลักดันได้ต่อไป
3. เฟดได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดประจำวันที่ 30 เมษายน 2556 – 1 พฤษภาคม 2556 ระบุว่า “ผู้เข้าร่วมการประชุมหลายคนระบุว่า ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในตลาดแรงงาน,ความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นต่อแนวโน้มในอนาคตหรือความเสี่ยงในช่วงขาลงที่เบาบางลงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนที่เฟดจะชะลออัตราการเข้าซื้อตราสารหนี้” แสดงให้เห็นว่าเฟดยังคงตั้งเงื่อนไขไว้สูงในการชะลอมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ
มาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ
QE1 ปี 2552-2555 เกิดการล่มสลายของระบบการเงินในยุโรป ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาได้ครอบครองพันธบัตรคงคลังระหว่าง 700-800 พันล้านเหรียญ ก่อนเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ช่วงปลายปี 2551 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มเข้าซื้อตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง มูลค่ารวม 600 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ปี 2552 ระดับหนี้ตราสารทางการเงินและพันธบัตรคงคลังเพิ่มขึ้น 1.75 ล้านล้านเหรียญ เดือนมิถุนายน 2553 เพิ่มเป็น 2.1 ล้านล้านเหรียญ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางแห่งเอเชียได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เข้าไปดูแลและแทรกแซงค่าเงิน
QE2 เดือนพฤศจิกายน 2553 ธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้าซื้อพันธบัตรคงคลังมูลค่า 600 พันล้านเหรียญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
QE3 เดือนกันยายน 2555 วางแผนเข้าซื้อตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง(Mortgage-backed securities : MBS) มูลค่า 40 พันล้านเหรียญต่อเดือน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน Federal Open Market Committee (FOMC) ได้ประกาศที่จะคงระดับอัตราดอกเบี้ยได้ที่ระดับใกล้ศูนย์ต่อไปจนถึงปี 2558
QE4 13 ธันวาคม 2555 เพิ่มวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังเพิ่มเติมอีก 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน จากเดิมใน QE3 เป็นการเข้าซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในตลาดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ในวงเงิน 40,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน ส่งผลให้ “เฟด” ปล่อยเงินเข้าระบบต่อเดือนเพิ่มจากเดิมรวมเป็น 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เหตุผลคือต้องการขยายผลการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องนอกจากนโยบายการเงินและเสถียรภาพด้านราคา “เฟด” ถูกกำหนดไว้ให้ดูแลการจ้างงานของประเทศด้วย เนื่องจากประเทศมีการจ้างงานต่ำมาก “เฟด” จึงออกมาตรการเพิ่มการจ้างงาน เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย
เมื่อมีการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เงินเหล่านั้นทะลักเข้าไปลงทุนเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันและอาหาร ทำให้สินค้าปรับตัวขึ้น กำลังซื้อของประชาชนลดลง อาจมีการไหลเข้าของเงินทุนของต่างชาติอย่างมหาศาล จะส่งผลต่อค่าเงินของประเทศที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้มีการเก็งกำไรค่าเงินที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน การส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ช่วงนี้เราจึงได้เห็นข่าวผู้ที่มีส่วนรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ อย่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงค์ชาติ) เฝ้ามองและเตรียมออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน เพราะถ้าหาก GDP ของประเทศไทยเราซึ่งส่วนใหญ่มาจากการส่งออก (Export) ซึ่งมีทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตร เงินบาทแข็ง 1 บาท GDP จะหายไปประมาณ 0.7% ส่วนจะมีมาตรการอะไรออกมาบ้างนั้นก็ต้องเฝ้าดูกันต่อไป ปรับตัวกันไปตามอัตถภาพ
- See more at: http://www.isstep.com/quantitative-easing-qe/#sthash.FegsW4pn.dpufBy isstep – Posted on May 24, 2013
Posted in: การเงิน การออม การลงทุน
Thursday, 19 September 2013
Why Amerians can't understand Japanese culture even they have lived in Japan for few years?
By : Oshima
I am Japanese.
There are many American English teacher in Japan.
Japanese treat them good because of Japanese culture.
Most Japanese is even kind and polite and smiling to foreigner because school teacher teach them cooperativeness more than independence since they are young.but most of their kindness is only surface.Most kindness is only surface and they say bad words behind them, like " they can't get job in USA and they come to Japan.Only they can do is speaking their native language".
It is only culture.
When I met American,I say to him "oh you are very kind and handsome." like this.And every time I smile to them.It is like greeting.I also say " I am sorry because my English is not good".it is also culture.Of course I don't think" I am sorry" because my mother language is Japanese.but It is culture! I have to say "sorry" many times. but most Americans misunderstand me.
Japanese smile is like habit.It is part of culture.Even I was angry,I didn't show and smile to them.Japanese understand they are angry or not even they are smiling,not like Americans.
American guide books which explain Japanese culture don't teach like this Japanese culture?
I am tired of foreigner,they are very optimistic.why they can't understand Japanese mind and they think Japanese is kind? I think guidebooks should teach about this.
Japanese say to foreigner " you are really good person" and After they go home in good mood,they say
American acts like movie star,looks funny!
American woman looks like man,they don't have hesitate.never shy.
American think they can get Japanese girlfriend who learn English easy because they speak English.funny
like this.
Why most Filipino and Indian people can understand Japanese thinking,
but American can't?
I think they have completely different culture.
I am Japanese.
There are many American English teacher in Japan.
Japanese treat them good because of Japanese culture.
Most Japanese is even kind and polite and smiling to foreigner because school teacher teach them cooperativeness more than independence since they are young.but most of their kindness is only surface.Most kindness is only surface and they say bad words behind them, like " they can't get job in USA and they come to Japan.Only they can do is speaking their native language".
It is only culture.
When I met American,I say to him "oh you are very kind and handsome." like this.And every time I smile to them.It is like greeting.I also say " I am sorry because my English is not good".it is also culture.Of course I don't think" I am sorry" because my mother language is Japanese.but It is culture! I have to say "sorry" many times. but most Americans misunderstand me.
Japanese smile is like habit.It is part of culture.Even I was angry,I didn't show and smile to them.Japanese understand they are angry or not even they are smiling,not like Americans.
American guide books which explain Japanese culture don't teach like this Japanese culture?
I am tired of foreigner,they are very optimistic.why they can't understand Japanese mind and they think Japanese is kind? I think guidebooks should teach about this.
Japanese say to foreigner " you are really good person" and After they go home in good mood,they say
American acts like movie star,looks funny!
American woman looks like man,they don't have hesitate.never shy.
American think they can get Japanese girlfriend who learn English easy because they speak English.funny
like this.
Why most Filipino and Indian people can understand Japanese thinking,
but American can't?
I think they have completely different culture.
Subscribe to:
Comments (Atom)














